การสั่งผลิตกล่องพัสดุตามแบบโดยทั่วไปมีขั้นต่ำประมาณ 5,000–10,000 ใบต่อแบบ โดยความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับจำนวนที่ธุรกิจใช้ ขนาดกล่อง และต้นทุนการผลิต เช่น ค่าบล็อกพิมพ์หรือค่าตั้งเครื่อง หากใช้ในปริมาณน้อย การซื้อกล่องสำเร็จรูปอาจเหมาะกว่า
บทความนี้รวบรวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนสั่งผลิต ตั้งแต่วิธีวัดขนาด การเลือกลอนและเกรดกระดาษ เทคนิคการพิมพ์ ไปจนถึงข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนขอใบเสนอราคา
สรุปสิ่งที่ควรรู้ก่อนสั่งผลิต
ก่อนสั่งผลิตกล่องพัสดุ ควรดูทั้งขนาดสินค้า สเปกกล่อง วิธีการพิมพ์ และจำนวนที่ต้องใช้ เพราะแต่ละรายละเอียดมีผลต่อการใช้งานและราคาต่อใบ โดยมีเรื่องสำคัญที่ควรเช็กดังนี้
- เช็ก ขนาดด้านในของกล่อง ให้เหมาะกับสินค้าจริงและวัสดุกันกระแทก
- เลือก ลอนและเกรดกระดาษ ตามน้ำหนักสินค้าและลักษณะการขนส่ง
- เลือกเทคนิคการพิมพ์ให้เหมาะกับจำนวนสี รูปแบบงาน และงบประมาณ
- เปรียบเทียบราคาโดยดูทั้ง จำนวนที่สั่งและต้นทุนต่อใบ
- ก่อนผลิตล็อตใหญ่ ควรขอ ตัวอย่างกล่อง มาทดลองใส่สินค้าจริง

สั่งผลิตกล่องพัสดุต่างจากกล่องสำเร็จรูปอย่างไร
กล่องสำเร็จรูปมีขนาดมาตรฐานพร้อมใช้งาน ส่วนกล่องสั่งผลิตสามารถกำหนดขนาด โครงสร้าง เกรดกระดาษ และการพิมพ์ให้เหมาะกับสินค้า โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันดังตาราง
| ข้อเปรียบเทียบ | กล่องสำเร็จรูป | สั่งผลิตตามแบบ |
|---|---|---|
| ปริมาณขั้นต่ำ | 1 ใบ หรือ 1 แพ็ก | โดยทั่วไปเริ่มที่ประมาณ 5,000-10,000 ใบต่อแบบ |
| ระยะเวลา | ประมาณ 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับสต็อกและพื้นที่จัดส่ง | ประมาณ 10-25 วันทำการ ขึ้นอยู่กับแบบและจำนวน |
| ขนาด | มีขนาดมาตรฐานให้เลือก | กำหนดขนาดได้ตามสินค้า |
| ราคาต่อใบ | เหมาะกับการซื้อจำนวนน้อย | มีโอกาสลดลงเมื่อสั่งผลิตจำนวนมาก |
| ต้นทุนเริ่มต้น | ไม่มีค่าผลิตแบบเฉพาะ | อาจมีค่าบล็อกพิมพ์หรือแม่พิมพ์ไดคัท |
| การพิมพ์ | โดยทั่วไปใช้สติกเกอร์ หรือเทปพิมพ์แทน | สามารถพิมพ์โลโก้ หรือลวดลายตามแบบ |
| เหมาะกับ | ยอดใช้งานไม่แน่นอน | ใช้กล่องขนาดเดิมอย่างต่อเนื่อง |
หากสินค้าหรือยอดขายยังเปลี่ยนบ่อย กล่องสำเร็จรูปจะมีความยืดหยุ่นกว่า แต่ถ้ามีขนาดสินค้าและปริมาณการใช้ที่ค่อนข้างแน่นอน การสั่งผลิตตามแบบจะช่วยกำหนดรายละเอียดของกล่องได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น
วิธีวัดขนาดกล่องพัสดุ
ควรวัดจาก ด้านในของกล่อง และระบุเป็น กว้าง x ยาว x สูง โดยควรวัดสินค้าที่เตรียมจัดส่งจริง รวมถึงวัสดุกันกระแทกที่ใช้ในการแพ็ก
หากมีสินค้าหลายรุ่นที่ต้องการใช้กล่องเดียวกัน ให้พิจารณาจากรุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเผื่อพื้นที่สำหรับการแพ็กสินค้าให้เหมาะสม
สิ่งที่ควรเช็กก่อนกำหนดขนาด
- วัดสินค้าหลังห่อหรือใส่วัสดุกันกระแทกแล้ว
- เผื่อพื้นที่ให้สินค้าไม่ถูกกดทับ แต่ไม่ควรเหลือมากจนสินค้าเคลื่อนที่ภายในกล่อง
- ตรวจสอบความสูงของสินค้าและพื้นที่ด้านบนก่อนปิดฝากล่อง
- หากมีกล่องเดิมหรือแบบกล่อง ควรส่งตัวอย่างหรือไฟล์ให้โรงงานตรวจสอบ
ข้อควรระวัง: ก่อนผลิตเต็มล็อต ควรขอตัวอย่างกล่องมาทดลองใส่สินค้าจริง ตรวจสอบการปิดฝาและความแข็งแรงก่อนอนุมัติผลิตจำนวนมาก
เลือกโครงสร้าง ลอน และเกรดกระดาษ
การเลือกสเปกกล่องควรพิจารณาตั้งแต่โครงสร้าง ลอน ไปจนถึงเกรดกระดาษ เพื่อให้กล่องเหมาะกับสินค้าและลักษณะการใช้งาน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
RSC หรือกล่องไดคัท?
RSC (Regular Slotted Container) เป็นกล่องฝาชนที่พบได้ทั่วไป เหมาะกับงานบรรจุและขนส่งที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก
ส่วน กล่องไดคัท ใช้แม่พิมพ์ตัดขึ้นรูป สามารถทำโครงสร้างเฉพาะ เช่น กล่องฝาเสียบหรือกล่องมีหูหิ้ว เหมาะกับสินค้าที่ต้องการรูปแบบแตกต่างจากกล่องมาตรฐาน โดยจะมีค่าแม่พิมพ์เพิ่มเติม
ชนิดลอนที่ควรรู้
ลอนกระดาษมีหลายประเภท โดยแต่ละลอนมีความสูงและโครงสร้างต่างกัน จึงเหมาะกับการใช้งานไม่เหมือนกัน สามารถดูความแตกต่างของลอนที่พบได้บ่อยจากตารางด้านล่าง
| ลอน | ความสูงลอนโดยประมาณ | ลักษณะการใช้งาน |
|---|---|---|
| ลอน E (3 ชั้น) | ประมาณ 1.5 มม. | กล่องที่ต้องการผิวเรียบและงานพิมพ์ |
| ลอน B (3 ชั้น) | ประมาณ 2.5 มม. | งานที่ต้องการความแข็งแรงมากขึ้น |
| ลอน C (3 ชั้น) | ประมาณ 3.6 มม. | กล่องขนส่งทั่วไป |
| ลอน BC (5 ชั้น) | ประมาณ 6.5 มม. | งานที่ต้องการความแข็งแรงและการป้องกันมากขึ้น |
| ลอน EB (5 ชั้น) | ประมาณ 5 มม. | งานที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและผิวกล่องที่เรียบขึ้น |
การเลือกลอนไม่ควรดูจากความหนาเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาน้ำหนักสินค้า วิธีขนส่ง และการวางซ้อนร่วมกันด้วย หากไม่แน่ใจ สามารถแจ้งรายละเอียดสินค้าให้โรงงานช่วยแนะนำสเปกได้
เกรดกระดาษ
นอกจากชนิดลอนแล้ว เกรดและน้ำหนักกระดาษก็มีผลต่อความแข็งแรงและต้นทุนของกล่อง โดยเกรดกระดาษที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- KA/KI เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรง
- KS/CA เป็นอีกทางเลือกสำหรับงานที่ต้องการควบคุมต้นทุน
- KW เป็นกระดาษขาว เหมาะกับงานที่ต้องการเน้นสีและภาพลักษณ์
นอกจากเกรดแล้ว ควรพิจารณาน้ำหนักกระดาษ หรือ GSM ร่วมกับโครงสร้างและลอนของกล่องด้วย
โครงสร้างต้นทุนและราคาต่อใบ
ราคากล่องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาด ลอน เกรดกระดาษ โครงสร้าง จำนวนสี และจำนวนที่ผลิตโดยทั่วไปต้นทุนแบ่งได้เป็น
ต้นทุนต่อแบบ
- ค่าบล็อกพิมพ์
- ค่าแม่พิมพ์ไดคัท
- ค่าตั้งเครื่องหรือเตรียมงาน
ต้นทุนตามจำนวนผลิต
- ค่ากระดาษ
- ค่าพิมพ์
- ค่าไดคัท พับ และติดกาว
- ค่าขนส่ง
เมื่อสั่งจำนวนมากขึ้น ต้นทุนต่อใบของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อแบบจะถูกเฉลี่ยลง ตัวอย่างเช่น หากมีต้นทุนคงที่ 12,000 บาท และต้นทุนผันแปร 4.50 บาทต่อใบ
| จำนวนที่สั่ง | ต้นทุนคงที่ต่อใบ | ต้นทุนผันแปรต่อใบ | รวมต่อใบ |
|---|---|---|---|
| 3,000 ใบ | 4.00 บาท | 4.50 บาท | 8.50 บาท |
| 5,000 ใบ | 2.40 บาท | 4.50 บาท | 6.90 บาท |
| 10,000 ใบ | 1.20 บาท | 4.50 บาท | 5.70 บาท |
| 20,000 ใบ | 0.60 บาท | 4.50 บาท | 5.10 บาท |
| 50,000 ใบ | 0.24 บาท | 4.50 บาท | 4.74 บาท |
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับสเปกและเงื่อนไขการผลิต
ดังนั้นก่อนสั่งผลิต ควรขอราคาอย่างน้อย 2-3 ระดับจำนวน เช่น 5,000 / 10,000 / 20,000 ใบ เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนต่อใบและเลือกจำนวนที่เหมาะกับการใช้งานจริง
ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนขอใบเสนอราคา
เมื่อทราบสเปกและจำนวนที่ต้องการแล้ว ควรเตรียมข้อมูลให้ครบก่อนติดต่อโรงงาน เพื่อให้ประเมินราคาและแนะนำสเปกได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น โดยข้อมูลที่ควรแจ้งมีดังนี้
- ขนาดด้านใน กว้าง × ยาว × สูง
- น้ำหนักสินค้า รวมวัสดุกันกระแทก
- จำนวนที่ต้องการผลิต และปริมาณการใช้ต่อเดือน
- จำนวนสีและไฟล์อาร์ตเวิร์ก หากต้องการพิมพ์
- รูปแบบกล่อง เช่น RSC หรือกล่องไดคัท
- สีของกระดาษ เช่น น้ำตาลหรือขาว
- วันที่ต้องการใช้งาน
- เงื่อนไขการตรวจรับและเคลมสินค้า
หากยังไม่มีสเปกที่แน่นอน สามารถส่งข้อมูลพื้นฐาน เช่น ขนาดสินค้า น้ำหนัก และลักษณะการใช้งานให้โรงงานช่วยประเมินสเปกเบื้องต้นก่อนได้

เลือกโรงงานผลิตกล่องพัสดุอย่างไร
ก่อนสั่งผลิตล็อตใหญ่ ควรตรวจสอบทั้งคุณภาพงาน กระบวนการผลิต และเงื่อนไขหลังการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าสเปกและบริการของโรงงานตรงกับความต้องการ ดังนี้
1. ตัวอย่างงานจริง
ขอตัวอย่างกล่องที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานที่จะผลิต เพื่อดูคุณภาพกระดาษ งานพิมพ์ รอยพับ และการติดกาว รวมถึงทดลองใส่สินค้าจริงหากทำได้
2. QC และเงื่อนไขการเคลม
สอบถามว่ามีการตรวจสอบอะไรบ้างก่อนส่งสินค้า และหากพบปัญหา เช่น กาวหลุด ขนาดคลาดเคลื่อน หรือพับไม่เข้ารูป มีขั้นตอนการแจ้งปัญหาและเคลมสินค้าอย่างไร
3. การสั่งซ้ำ
หากเป็นกล่องที่ต้องใช้ต่อเนื่อง ควรถามเรื่องระยะเวลาผลิตเมื่อสั่งซ้ำ รวมถึงการเก็บข้อมูลแบบ บล็อกพิมพ์ หรือแม่พิมพ์ เพื่อให้การผลิตครั้งต่อไปทำได้ง่ายและใช้สเปกเดิมได้อย่างต่อเนื่อง
สรุป
การ สั่งผลิตกล่องพัสดุ ควรพิจารณามากกว่าราคาต่อใบ โดยต้องกำหนดขนาดกล่องให้เหมาะกับสินค้า เลือกลอนและเกรดกระดาษตามลักษณะการใช้งาน รวมถึงเลือกรูปแบบและเทคนิคการพิมพ์ให้ตรงกับความต้องการ
โดยทั่วไปการสั่งผลิตตามแบบมีขั้นต่ำประมาณ 5,000–10,000 ใบต่อแบบ แต่จำนวนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน ต้นทุนการผลิต และความถี่ในการสั่งซ้ำ ก่อนผลิตล็อตใหญ่ควรขอตัวอย่างและเปรียบเทียบใบเสนอราคาหลายระดับ เพื่อให้ได้สเปกและจำนวนผลิตที่เหมาะกับธุรกิจมากที่สุด
FAQ
Q1: สั่งผลิตกล่องพัสดุขั้นต่ำเท่าไหร่?
A: สั่งผลิตตามแบบเริ่มที่ประมาณ 5,000–10,000 ใบต่อแบบ แต่จำนวนขั้นต่ำจริงขึ้นอยู่กับประเภทกล่อง ขนาด และกระบวนการผลิต ควรแจ้งสเปกให้โรงงานประเมินก่อน
Q2: สั่งผลิตกล่องพัสดุใช้เวลากี่วัน?
A: ใช้เวลาประมาณ 10–25 วันทำการ ขึ้นอยู่กับแบบ จำนวน และขั้นตอนการผลิต หากต้องทำบล็อกพิมพ์หรือแม่พิมพ์ใหม่ อาจใช้เวลานานขึ้น
Q3: ต้องเตรียมไฟล์อาร์ตเวิร์กแบบไหน?
A: ใช้ไฟล์ AI, EPS หรือ PDF ตามข้อกำหนดของโรงงาน และควรตรวจสอบฟอนต์ ขนาดงาน และระบบสีก่อนส่งผลิต
Q4: กล่องน้ำตาลกับกล่องขาวต่างกันอย่างไร?
A: กล่องน้ำตาล มีสีพื้นของกระดาษ จึงอาจทำให้สีพิมพ์แตกต่างจากไฟล์ออกแบบ ส่วน กล่องขาว ให้สีพิมพ์ใกล้เคียงกับแบบมากกว่า และเหมาะกับงานที่ต้องการเน้นสีและรายละเอียด
Q5: หากกล่องที่ผลิตมีปัญหา สามารถเคลมได้ไหม?
A: สามารถเคลมได้ตามเงื่อนไขของโรงงาน โดยควรสอบถามเกณฑ์การตรวจรับ ระยะเวลาแจ้งปัญหา และเงื่อนไขการเคลมก่อนสั่งผลิต
หากต้องการสั่งผลิตกล่องพัสดุตามแบบ BKK Packaging พร้อมให้คำแนะนำเรื่องขนาด ลอน เกรดกระดาษ และรูปแบบการพิมพ์ เพื่อให้เหมาะกับสินค้าและการใช้งาน ตั้งแต่การเลือกสเปกไปจนถึงขั้นตอนการผลิต สามารถส่งรายละเอียดสินค้า จำนวนที่ต้องการ และแบบงานให้ทีมงานช่วยประเมินราคาได้
ดูรายละเอียด กล่องพัสดุ และบริการผลิตกล่องตามแบบ หรือสอบถามราคาและสเปกที่เหมาะกับธุรกิจของคุณได้เลย
📞 Tel: 083-926-4474 , 062-871-3695
💎 Line: @bkk-packaging
📩 Email: bkkpackaging2020@gmail.com
🔮 Facebook: BKK Packaging กล่องไปรษณีย์ อุปกรณ์การแพ็ค ราคาส่ง